ผู้เขียน หัวข้อ: ทิศทางการถ่ายโอนสถานีอนามัยไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขอความเห็นด้วยทุกท่าน  (อ่าน 9790 ครั้ง)

songpol

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 33
    • ดูรายละเอียด
ทิศทางการถ่ายโอนสถานีอนามัยไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
: จุดเปลี่ยนระบบสุขภาพชุมชน

             นิรุจน์ อุทธา

  บทความนี้ เป็นเพียงความเห็นส่วนบุคคลที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหน่วยงานหรือองค์กรใด แต่เขียนขึ้นจากการติดตามความเคลื่อนไหวของการถ่ายโอนสถานีอนามัยไปสู่ท้องถิ่นมาเป็นเวลาหลายปี
ผมคงไม่เกริ่นนำอะไรไปมากต่อสถานการณ์และเรื่องราวดังกล่าวนี้ เพราะจะทำให้เสียเวลาเพิ่มขึ้น และดูเหมือนว่าที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุข ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจังเมื่อหลายปีก่อน จนกระทั่งปีนี้มีผลทางกฎหมายบังคับใช้แล้ว และ กพร.ก็ได้เสนอให้ สถานีอนามัยไปอยู่กับท้องถิ่นทั้งหมด จึงได้ตื่นตัวเคลื่อนไหวขอให้ทบทวนฯ และเป็นที่มาของคำสั่งอนุกรรมการฯ ศึกษาในพื้นที่ ๒๗ จังหวัด ว่าควรจะมีการถ่ายโอนสถานีอนามัยไปสู่ท้องถิ่นในรูปแบบใด ตามที่พวกเราพอจะทราบกันดีแล้ว
  ในทัศนะของผมเข้าใจว่าสถานการณ์ตอนนี้ กระทรวงสาธารณสุขเองก็คงจะทำการศึกษาทิศทางว่า ควรจะทำอย่างไรอย่างน้อย ๒ ประเด็น
  ประเด็นที่ ๑ หากสนับสนุนให้ สถานีอนามัยไปอยู่กับท้องถิ่นแล้ว จะเกิดผลดี ผลเสียต่อกระทรวงสาธารณสุขหรือไม่ อย่างไร
  ประเด็นที่ ๒ หากไม่ให้ สถานีอนามัยไปอยู่กับท้องถิ่น จะอธิบายอย่างไร ? จึงจะไม่ผิดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย

ประเด็นที่ ๑ หากสนับสนุนให้ สถานีอนามัยไปอยู่ท้องถิ่น
  ประเด็นนี้ ผมอาจสรุปได้โดยไม่ต้องใช้หลักการอะไรมาก การที่กระทรวงสาธารณสุขทักท้วง ครม.ขอเวลาศึกษาอีก ๖ เดือน -๑ ปี ว่าจะให้ สถานีอนามัยไปอยู่กับท้องถิ่นรูปแบบไหน ก็แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่า กระทรวงสาธารณสุขก็ยังไม่ต้องการให้ สถานีอนามัยไปอยู่ท้องถิ่น
  ข้อดีหรือข้อเสีย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าประชาชนจะได้ประโยชน์อะไรจากการถ่ายโอนครั้งนี้ แต่ขึ้นอยู่กับว่า กระทรวงสาธารณสุขกำลังจะสูญเสียอะไรบางประการกับการถ่ายโอนครั้งนี้ อย่างน้อยก็คือการเสียกำลังคนและพื้นที่การให้บริการประชาชนในระดับปฐมภูมิไปอย่างมาก รวมถึงผลกระทบด้านงบประมาณรายหัวประชากร และบทบาทต่อการดูแลประชาชนด้านสุขภาพในอนาคต
  มีข้อเท็จจริงในระบบสุขภาพของบ้านเรา จะสังเกตเห็นว่าสถานบริการที่มีความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์ ส่วนใหญ่ไม่ได้สังกัดอยู่ใน กระทรวงสาธารณสุข ยกตัวอย่างเช่น รพ.ศิริราช ขึ้นกับมหาวิทยาลัยมหิดล รพ.ศรีนครินทร์ ขึ้นกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นต้น ดังนั้นการจัดบริการสุขภาพ จึงไม่จำเป็นต้องอยู่ในกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น และก็ชวนคิดต่อไปได้ว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ก็สามารถสร้างระบบบริการสุขภาพแก่ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่นเดียวกับโรงพยาบาลดังกล่าว รวมถึงโรงพยาบาลเอกชนอื่นๆด้วย หากได้รับการถ่ายโอนภารกิจอย่างชัดเจน
  ดังนั้น หาก สถานีอนามัยไปอยู่กับท้องถิ่นแล้ว ท้องถิ่นก็สามารถพัฒนาระบบบริการสุขภาพในระดับปฐมภูมิได้เอง ซึ่งอาจจะดีกว่าหรือไม่ดีเท่ากับอยู่ในกระทรวงสาธารณสุขก็ได้ การที่ สถานีอนามัยโอนย้ายไปอยู่ท้องถิ่น จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ที่ไม่เคยมีแนวทางการปฏิบัติมาก่อนเลยทีเดียว หากแต่สามารถเทียบเคียงแนวทางของ กระทรวงศึกษาธิการ ที่มีโรงพยาบาลในสถาบันการศึกษาดังที่กล่าวมาแล้ว หรือจะเทียบเคียงกับศูนย์แพทย์ต่างๆ ดังที่เทศบาลขนาดใหญ่จัดให้มีขึ้นในชุมชนต่างๆ ก็มีรูปแบบการให้บริการสุขภาพเช่นเดียวกับ สถานีอนามัย ไม่ได้มีความแตกต่างกัน และก็ไม่เป็นการยุ่งยากสำหรับการให้บริการประชาชน อีกด้วย
  ประเด็นหนึ่งที่กระทรวงสาธารณสุขเป็นห่วงคือ ควรจะมีระบบส่งต่อผู้ป่วยอย่างไร หากท้องถิ่นเป็นผู้ดูแลสถานีอนามัย อันนี้สามารถตอบได้ว่า การพัฒนาระบบส่งต่อที่มีคุณภาพจะสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ แต่ข้อเท็จจริงกระทรวงสาธารณสุขเองก็ยังพบปัญหาเรื่องระบบส่งต่อระหว่างสถานบริการอยู่ไม่น้อย และเป็นระบบที่เรื้อรังมานานแล้ว
  มุมมองกลับด้าน หาก สถานีอนามัยไปอยู่กับองค์กรปกครองท้องถิ่นทั้งหมด จะเป็นการลดภาระของกระทรวงสาธารณสุขในด้านต่างๆเป็นอย่างมาก ท้องถิ่นสามารถเข้ามาจัดระบบการดูแลสุขภาพประชาชนให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนได้มากขึ้น กระทรวงสาธารณสุขเอง ก็จะสามารถพัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยในระดับที่ซับซ้อนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เนื่องจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะช่วยลดภาระการดูแลระบบบริการสุขภาพระดับหมู่บ้านหรือระดับชุมชนได้
  อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้จะมีผลกระทบต่อการจัดการเชิงโครงสร้างทั้งหมด ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบหลายด้าน ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขเองก็คงไม่กล้าที่จะตัดสินใจให้ สถานีอนามัยไปอยู่กับท้องถิ่นทั้งหมดได้ เหมือนกับครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ต่อต้านไม่ไปอยู่กับท้องถิ่น ซึ่งกลุ่มหลังนี้มีบริบทที่แตกต่างจากสถานีอนามัย ทั้งในเรื่องของภาระงานและกำลังคนที่ไม่มีความแตกต่างทางวิชาชีพเหมือนกระทรวงสาธารณสุข การเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาอะไรก็ไม่ได้ซับซ้อนมากนัก เหตุผลสำคัญของการถ่ายโอนครูและบุคลากรทางการศึกษาในระยะแรกจึงออกมาในเรื่องการไม่ยอมรับสถานภาพของท้องถิ่น เป็นสำคัญ
  แต่สำหรับวันนี้ ท้องถิ่นก็ได้พิสูจน์อะไรบางอย่างเมื่อเปรียบเทียบกับระยะเริ่มแรก มีการพัฒนาไปในทิศทางที่ดีหลายด้าน บุคลากรก็มีความก้าวหน้ามากขึ้น บางแห่งก็สามารถพัฒนาหมู่บ้านชุมชนให้เจริญอย่างรวดเร็ว มีการบริหารจัดการที่รวดเร็ว เกิดนวัตกรรมใหม่ๆที่ดีด้านสุขภาพหลายอย่าง ปัญหาเรื่องคอรัปชั่นก็ลดลง บุคลากรที่เข้าไปบุกเบิกใหม่ๆ ปัจจุบันมีตำแหน่งก้าวหน้าไปมากในระยะเวลา ๓-๕ ปีมานี้ ผมขอยกตัวอย่างใกล้ตัวมากที่สุด เมื่อปี ๒๕๔๕ มีเพื่อนตำรวจชั้นประทวนคนหนึ่งย้ายไปเป็นปลัด อบต.ระดับ ๕ ขณะที่ผมดำรงตำแหน่งเป็นระดับ ๗ ผ่านไปแล้ว ๕ ปี ผมก็ยังเป็นระดับ ๗ แต่ปลัดขึ้นเป็น ๗ แล้ว ปีหน้าจะทำซี ๘ และมีโอกาสไปถึง ๙ ก่อนเกษียณด้วย เนื่องจากได้รับการส่งเสริมความก้าวหน้าเป็นอย่างมากจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งสังกัดกระทรวงมหาดไทย และสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วเพราะคนในระบบยังมีไม่มาก ระบบการบริหารจัดการค่อนข้างสั้น ท้องถิ่นเองก็มีแนวคิดแบบก้าวกระโดดที่น่าสนใจหลายเรื่อง เช่น ต่อไปจะกำหนดให้บุคลากรสามารถเติบโตก้าวหน้าได้เองโดยไม่เกี่ยวกับขนาดของท้องถิ่น จะทำเป็นเทศบาลทั้งหมด จะทำกฎหมายพนักงานท้องถิ่น เป็นต้น ซึ่งผมคิดว่าเป็นความก้าวหน้าทางพัฒนาการที่ดีมาก ในขณะที่กระทรวงสาธารณสุขมักเคลื่อนไปได้ช้า เพราะบุคลากรมีวิชาชีพที่หลากหลาย เกิดความเหลื่อมล้ำกันอย่างมาก บุคลากรในสถานีอนามัยจึงไม่ค่อยได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร เมื่อเปรียบเทียบข้ามกระทรวง ของหน่วยงานที่ทำงานในพื้นที่ระหว่างโรงเรียน กับสถานีอนามัย จะเห็นความแตกต่างกันอย่างมาก ปัจจุบันผู้อำนวยการโรงเรียนมีความก้าวหน้าถึงซี ๙ ส่วนครูผู้สอนก็สามารถเลื่อนระดับได้ซี ๘ กันทุกตำแหน่ง แถมมีเงินประจำตำแหน่งให้อีก จึงเห็นว่า สถานีอนามัยหากเทียบเคียงกับวิชาชีพครูแล้ว ยังห่างไกลกันมาก และคิดว่าจะเป็นอย่างนี้อีกต่อไปหลายสิบปี บางทีอาจเกษียณเพียงซี ๗ เท่านั้น จึงเห็นว่าในห้วงเวลาเพียง ๕ ปี เกิดความก้าวหน้าเป็นอย่างมากต่อบุคลากรที่ทำงานในท้องถิ่น ถือเป็นพัฒนาการที่ดีมากในเชิงการพัฒนา และมีแนวโน้มที่ดีในระยะยาว บุคลากรสาธารณสุขสามารถสอบปรับเลื่อนไหลไปสู่ตำแหน่งทางการบริหาร หรือปลัดที่มีความก้าวหน้ามากขึ้นได้
  ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขเอง ในช่วง ๔-๕ ปีมานี้ ยังไม่สามารถพัฒนาระบบความก้าวหน้าให้กับบุคลากรระดับสถานีอนามัยได้ เกิดความขัดแย้งในเรื่องวิชาชีพมาโดยตลอด การจัดสรรค่าตอบแทนก็ไม่สามารถให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายได้ นับวันจะทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างวิชาชีพเพิ่มมากขึ้น เป็นกระทรวงเดียวที่มีหลายชนชั้น และจะแสดงออกในเหตุการณ์ต่างๆให้สังคมได้รับรู้เป็นระยะๆ
  และในวันนี้ ได้ผลักดันนโยบายเปลี่ยน สถานีอนามัยให้เป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.) เพื่อปิดตำนานสถานีอนามัยลง และเปิดตำนานหน้าใหม่ รองรับวิชาชีพแพทย์ พยาบาลเวชปฏิบัติ และพยาบาลชุมชนในอนาคต ที่เน้นวิชาชีพด้านรักษาพยาบาลอย่างชัดเจน
  ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุข ก็พอมองเห็นทางออกได้แล้วว่า จะเปลี่ยนสถานีอนามัยเป็น รพ.สต. เพื่อเน้นความเชื่อมโยงด้านการรักษาพยาบาล ด้วยเหตุผลของการแพทย์และการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยจะต้องมีระบบมาตรฐานเดียวกัน จึงเป็นเหตุผลที่พอฟังได้ และก็คาดเดาได้เลยว่า กระทรวงสาธารณสุขคงจะไม่ยอมให้ สถานีอนามัยไปอยู่กับท้องถิ่นอย่างแน่นอน โดยใช้เงื่อนไขความซับซ้อนและความต่อเนื่องด้านการรักษาผู้ป่วย นั่นเอง แถมยังเปลี่ยนชื่อใหม่ ก็จะเป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมายไปอีกประการหนึ่ง
  เพราะฉะนั้น อาจมีหลายมาตรการที่กระทรวงสาธารณสุขจะดำเนินการในเรื่องนี้ เพื่อพยายามจูงใจให้ สถานีอนามัยเกิดความรู้สึกที่ดี และยินดีที่จะอยู่ต่อไปอีกโดยที่ไม่มีการคัดค้านอะไรเลย

ประเด็นที่ ๒ หากไม่ให้ สถานีอนามัยไปอยู่กับท้องถิ่น จะอธิบายอย่างไร ? จึงจะไม่ผิดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย
  การขอเวลาเพื่อศึกษาแนวทางการถ่ายโอนสถานีอนามัยไปสู่ท้องถิ่น เป็นเวลา ๖ เดือนใน ๒๗ จังหวัดนั้น ถือเป็นการซื้อเวลาเพื่อหาทางออกที่จะอธิบายถึงเหตุผลที่ไม่ยอมถ่ายโอน เพราะผมเข้าใจว่าทั้ง ๒๗ จังหวัด ต่างก็ยังไม่มีท่าทีที่จะดำเนินการในเรื่องนี้อย่างจริงจัง ก็คงต้องรอให้เวลาผ่านไปแล้ว ก็จะเสนอให้ใช้แนวทางเปลี่ยน สถานีอนามัย เป็น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อันที่จริงน่าจะเรียกว่า โรงพยาบาลตำบล มากกว่า เพราะเป้าหมายที่แท้จริงคือการรักษาพยาบาล แน่นอนว่าเมื่อเป็นโรงพยาบาลตำบลแล้ว จะต้องเชื่อมต่อระบบการรักษากับโรงพยาบาลชุมชน จึงไม่จำเป็นต้องถ่ายโอนไปให้กับท้องถิ่น
  ดังนั้น รพ.สต. จึงเป็นกลเม็ดสำคัญที่เป็นทางออกของ กระทรวงสาธารณสุข เกี่ยวกับเรื่องนี้ ประกอบกับอาจยกเหตุข้ออ้างว่า รัฐบาลเองก็ยังไม่สามารถจัดสรรงบประมาณให้ท้องถิ่นได้ถึง ๓๕% ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย หากโอน สถานีอนามัยไปอยู่กับท้องถิ่นแล้ว อาจมีปัญหาเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณได้ เป็นต้น หรือเหตุผลอื่นๆเช่น ผลการสำรวจความเห็นของ สถานีอนามัยทั้ง ๔ ภาคแล้วพบว่า ส่วนใหญ่ต้องการอยู่กับกระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น
  ทั้ง ๒ ประเด็นดังกล่าวนี้ กำลังจะเกิดขึ้นกับ สถานีอนามัยในเร็ววันนี้ จึงพอจะคาดเดาได้ว่า
๑.  กระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายไม่ถ่ายโอนสถานีอนามัยไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ด้วยเหตุผลด้านการรักษาพยาบาลที่มีความซับซ้อน และความจำเป็นด้านการส่องต่อผู้ป่วย
๒.  กระทรวงสาธารณสุข จะมีการเปลี่ยนสถานีอนามัยให้เป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือที่เรียกว่า รพ.สต. เพื่อพัฒนาระบบการรักษาผู้ป่วยให้ดีขึ้น พร้อมๆกับการลงทุนพัฒนาวิชาชีพแพทย์ พยาบาลเวชปฏิบัติ และพยาบาลชุมชน เป็นหลักระยะยาว เนื่องจากสอดคล้องกับภารกิจด้านการรักษาพยาบาล

แต่อย่างไรก็ดี กระทรวงสาธารณสุข ก็ยังเปิดโอกาสให้ บุคลากรสาธารณสุข ทั้งส่วนบุคคล หรือ สถานีอนามัย ที่มีความพร้อม พร้อมในที่นี้หมายถึงพร้อมทั้ง สถานีอนามัย และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) สามารถที่จะถ่ายโอนไปได้ โดยความสมัครใจ เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้
นั่นแสดงว่า บุคลากรสาธารณสุข และสถานีอนามัย จะมีทางเลือกเพื่อการตัดสินใจในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ เป็น ๒ ทาง ตามความสมัครใจ
๑.  สมัครใจไปอยู่กับท้องถิ่น แล้วพัฒนาระบบวิชาชีพด้านสิ่งแวดล้อมและควบคุมโรค ให้ชัดเจน ร่วมกับ สภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น และผลักดันให้เกิดกรอบตำแหน่งที่เพิ่มมากขึ้น โดยพยายามเทียบกับครูในโรงเรียนเป็นสำคัญ ซึ่งถือเป็นการเปิดหน้างานใหม่ของบุคลากรสาธารณสุขที่จะเปลี่ยนบทบาทจากการรักษาเป็นการป้องกันควบคุมโรคด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนวิชาชีพที่สำคัญในอนาคต
๒.  อยู่กับกระทรวงสาธารณสุขต่อไป ภายใต้การพัฒนาเป็น รพ.สต. และจำเป็นจะต้องไปเรียนต่อเปลี่ยนสายงานเป็นพยาบาลด้วย จะทำให้ลดช่องว่างทางวิชาชีพลงได้ โดยเฉพาะสายงานด้านพยาบาลเวชปฏิบัติและพยาบาลชุมชน จะมีบทบาทแทนบุคลากรสาธารณสุข หากอยู่ในระบบสายงานนี้

หากเป็นไปในแนวทางนี้ ก็จะเห็นว่า มีสถานีอนามัยส่วนหนึ่งไปสังกัดอยู่กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วพัฒนาระบบวิชาชีพสาธารณสุข มุ่งเน้นด้านการอนามัยสิ่งแวดล้อมและควบคุมโรค เชื่อมต่อกับ พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ และ พ.ร.บ.ส่งเสริมวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ. ๒๕๕๑ ส่วนโรงพยาบาลตำบลในสังกัดของกระทรวงสาธารณสุข จะมุ่งเน้นระบบการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพขึ้น โดยมีบุคลากรสายวิชาชีพพยาบาลเวชปฏิบัติและพยาบาลชุมชนเข้ามามีบทบาทสำคัญ หากเป็นอย่างนี้แล้ว ผมคิดว่าน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี สำหรับการพัฒนาและเปรียบเทียบประสิทธิภาพและคุณภาพของการให้บริการประชาชนในแต่ละด้านของวิชาชีพ รวมถึงความก้าวหน้าของบุคลากรสาธารณสุข ระหว่างอยู่กับท้องถิ่นกับกระทรวงสาธารณสุข ภายในเวลาประมาณ ๕ ปีก็น่าจะเห็นความแตกต่างที่ชัดเจนขึ้น ขณะเดียวกัน ท้องถิ่นเองก็สามารถจัดหาวิชาชีพด้านการรักษาพยาบาล มาให้บริการประชาชนที่สถานีอนามัยได้ หากมีความพร้อมด้านงบประมาณ
ทั้งหมดนี้คือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับระบบสุขภาพชุมชนของประเทศไทยในเร็ววันนี้ .
"Forgive your enemies, but never forget their names."

songpol

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 33
    • ดูรายละเอียด
อุบลก้อกำลังจะไป อบจ.หรือ อบต.ข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญครับทุกท่าน โปรดติดตามตอนต่อไป
"Forgive your enemies, but never forget their names."

สะพานหิน

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 36
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
ดุสิตธานียังประกันความเป็นเลิศเชิงบริหารแก่ อปท.ไม่ได้
เสมือนเราตั้งความหวังต่อการบริหารงบ สสม.แนวใหม่ในรูปแบบคณะกรรมการ จากผู้นำชุมชน  ส.อบต. และประธาน อสม. มีการจัดประชาคมหาประชามติจัดทำแผน สสม.แนวใหม่ แต่สุดท้ายยังมีการยักยอกเบิกจ่ายเงินผิดวัตุประสงค์
การจะเริ่มการปฏิรูปต้องเริ่มจากการคงความเป็นหน่วยงานราชการที่เป็นเอกเทศ มีการโอนงบประมาณแบบส่งตรงจาก สปสช.สู่ สอ. และ สตง.ต้องเข้มงวดเอาคนผิดมาลงโทษให้มากขึ้น เพื่อให้คนทั่วไปตระหนักต่อแนวทางอันสุจริตเที่ยงธรรม ไม่ปล่อยคนชั่วกระทำความผิดลอยนวลเสวยสุข และปล่อยคนดีมีความสามารถต้องทำงานอย่างยากลำบากแลตายไปในกาลเวลาอย่างไร้ค่า
เพราะผู้บริหารไม่จำเป็นต้องเก่งทุกอย่าง ขอแค่อ่านคนออก บอกคนเป็น เห็นคุณค่า ให้รางวัลและบทลงโทษที่คู่ควรแก่คนในสังกัดถูกที่ถูกเวลาถูกสถานการณ์ ระบบจะบริหารตัวของมันเองอย่างเป็นธรรม แต่เหล่านี้จะเกิดได้ยากในระบบทางการเมือง เนื่องจากที่มาทางการเมือง(ในปัจจุบัน)เป็นเรื่องทุนนิยม การรักษาอำนาจและผลประโยชน์ นโยบายอยู่เหนือเหตุผล
เพราะความสำเร็จในสิ่งต่าง ๆ ผลักดันจากก้าวแรก ร่วมกันผลักดันระบบราชการอย่างชาญฉลาดวันนี้

สะพานหิน

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 36
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
 :)


ขอความศักดิ์สิทธิ์ในองค์พระสยามเทวาธิราชได้ปกปักรักษาคนดีได้ผลักดันระบบให้ไปสู่ทิศทางแห่งความรุ่งเรือง



ขอความศักดิ์สิทธิ์แห่งองค์พระประธานผู้เป็นตัวแทนแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจงปกป้องอภิบาลคนดี

Acting Sub Lt Bheerawat Suklert

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 24
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
จักคิดอะไรให้สลับซับซ้อนมากไปใย เมื่อเป็นไปตามแนวนโยบายกระจายอำนาจ ที่เคยอยู่สังกัดราชการส่วนภูมิภาค ก็ต้องเปลี่ยนเป็น ราชการส่วนท้องถิ่น รูปแบบที่เราไม่คุ้นเคยก็ทำให้เรากังวล อย่างนี้ทำให้เกิดอคติบิดเบือนไปจากความจริง ทำใจให้สบายเถอะตั้งมั่นในอุดมการณ์ ทำหน้าที่ ส่งเสริม รักษา ป้องกัน ฟื้นฟู ให้ดี ให้เต็มที่

สะพานหิน

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 36
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์



อีกหน่อย mooyak ได้เข้าสังกัด  อบจ. อุบลฯ แล้ว คงเจริญก้าวหน้าเป็นอย่างดีแน่ ๆ เลยครับ
แต่ขออย่างเดียวหากในอนาคต สมมุติว่านายก อบจ.สั่งเผา อบจ.เพราะรับคำสั่งทางการเมืองที่สังกัดมา(เป็นที่ทราบกันดีอยู่น่ะครับว่า อบจ.ก็มีคนของพรรคนั่น พรรคนี่ แล้วก็พรรคโน่น อะไร ๆ อีก หลายพรรค)
กรุณาใช้ความสามารถที่มีอยู่ช่วยเหลือบ้านเมืองอย่างสุดความสามารถด้วยน่ะครับ  เห็นแก่บ้านเมืองเถอะ



สะพานหิน

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 36
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์








2  ภาพนี้บ่งบอกถึงความล้มเหลวของการหล่อหลอมคนในสังคมที่ขาดซึ่ง  เหตุผล  ศีลธรรม  มารยาท  และความอดทน ในสังคม  และความอ่อนแอแห่งรัฐ
ในการพัฒนาทรัพยากรคนของตน

Acting Sub Lt Bheerawat Suklert

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 24
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
การปกครองส่วนท้องถิ่น แบ่งออกเป็น1.ฝ่ายการเมือง ที่มาจากตัวแทนของประชาชน จังหวัดใดประชาชนคิดอย่างไรจังหวัดนั้นก็จะมีนักการเมืองลักษณะนั้นเหมือนกระจกสะท้อนชุมชน ท้องถิ่นนั้นๆ   2.ส่วนราชการ ประกอบด้วย ข้าราชการ พนักงานฯ อื่นๆ สาธารณสุขก็เป็นส่วนหนึ่ง ไม่ใช่เป็นลูกน้องนักการเมือง การปกครองมีระบบ ระเบียบ ขั้นตอนการปฏิบัติชัดเจน อ้อ อย่าลืมอีกอย่างสิ เราเป็นข้าราชการ ข้า..มาจาก ผู้รับใช้    ราช...มาจาก ราชา   การ...กิจการ งานต่าง รวมทุกคำแล้วคงไม่ต้องอธิบายเพิ่มนะ แล้วจะรู้ว่าใคร รับใช้ ใคร แต่ว่าจะใช้สถานการณ์เหล่านี้....สร้างวีรบุรุษ  หรือ   ทรราช  ...หละ...ฮ่าฮ่าๆๆ

สะพานหิน

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 36
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์




MOOYAK  :  อ้อ อย่าลืมอีกอย่างสิ เราเป็นข้าราชการ ข้า..มาจาก ผู้รับใช้    ราช...มาจาก ราชา   การ...กิจการ งานต่าง รวมทุกคำแล้วคงไม่ต้องอธิบายเพิ่มนะ แล้วจะรู้ว่าใคร รับใช้ ใคร แต่ว่าจะใช้สถานการณ์เหล่านี้....สร้างวีรบุรุษ  หรือ   ทรราช  ...หละ...ฮ่าฮ่าๆๆ

ผมเองเข้าใจอย่างที่คุณ  MOOYAK ให้นิยามของข้าราชการเช่นนั้นมาโดยตลอด แต่คิดต่างคุณนิดหน่อย อย่างเรื่อง การแบ่งภาคการบริหารงานของ อปท.
แน่นอนที่สุดโครงสร้างอาจเขียนไว้อย่างที่คุณกล่าวมาจริง  แต่เรื่องการจัดสรรงบประมาณดำเนินงานต่าง ๆ ส่วนราชการไม่ได้มีสิทธิ์ตัดสินโดยตรงถูกไหมครับ คนในที่ประชุมมาจากนักการเมืองท้องถิ่นแทบทั้งสิ้น  บทสะท้อนผลการบริหารมาจากคุณภาพคนในทีมบริหารจริง แต่สถานการณ์จะสร้างวีรบุรุษหรือไม่ยังหาคำตอบไม่ได้  เพราะสถานการณ์ทุกวันนี้มันสร้างกันง่าย  ซิกแซ็กกันเก่ง  โกหกกันจนเป็นเรื่องธรรมดา  บิดเบือนกันจนชิน  ผมยังเชื่อว่าบ้านเราจะดีต้องดูที่กรรมสิทธิ์การถือครอง  ไม่ใช่รูปลักษณ์ภายนอก  บ้านที่คุณอยู่จะหรูหราขนาดไหนไม่สำคัญ ความสำคัญอยู่ที่เราเป็นเจ้าของ  ฉันได  บริษัทจะก้าวหน้าขนาดไหนไม่สำคัญ สำคัญที่บริษัทนั้นเป็นของ ๆ ใคร ก็ฉันนั้น เพราะบ้านและบริษัทของเรา อย่างน้อยจะไม่มีใครมาไล่เราออกไปจากบ้านและบริษัทที่เป็นกรรมสิทธิ์ของเรานั้น  ...........พล่ามซ่ะนาน  คุณ MOOYAK  จะเข้าใจตรงกับที่ผมสื่อไหมครับ

peunthong.k

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 33
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
สุดยอดมาก....อ่านแล้วมีความสุข....การเมืองเป็นเรื่องผลประโยชน์ของกลุ่ม...แบ่งกันตามพอใจ....ถูกใจกัน
ก็ดีไป...ไม่ถูกใจก็จบกัน....ตัวอย่างที่ดีมีมากมาย...แต่ทำไมไม่ทำกัน..
ดูนี้จะพอมั้ย"...การงานใดๆไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก ควรอย่างยิ่งที่จะตั้งเป้าหมาย ขอบเขต และหลักการไว้ให้แน่นอน
เพราะจะช่วยให้สามารถปฏิบัติมุ่งเข้าสู้ผลสำเร็จได้โดยตรง และถูกต้องเหมาสมพอดี เป็นการป้องกันและขจัดความล่าช้า
ความสิ้นเปลือง ความเสียเปล่าทุกอย่างได้สิ้นเชิง..."ในหลวงพระราชทานฯเมื่อปี๒๕๓๐

ประเสริฐ สุระพล

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 95
    • ดูรายละเอียด
บางครั้งเราต้องฟังหลายๆเหตุผล
โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ใกล้ชิดนักการเมืองท้องถิ่น
ไม่ใช่ฟังเหตุผลของนักการเมืองระดับชาติ

buntharik_214

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 63
  • นายอำนาจ อกอุ่น รพ.สต.สมพรรัตน์
    • MSN Messenger - buntharik_214@hotmail.com
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
คลำ ต่อไป  เผื่อหาทางไปที่ดีๆ เจอ

Acting Sub Lt Bheerawat Suklert

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 24
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
ห่างหายไปนานไม่ได้ร่วมแจมความคิดเห็นด้วยเพราะป่วย......ขอบคุณนะคับสำหรับความกังวล ห่วงใย...อุดมการณ์เป็นที่ตั้ง ความรู้ ความสามารถเป็นทุน นักการเมืองก็เรียนหนังสือไม่ต่างจากเราหรอกคับ ....เอาเป็นว่าขอจบด้วยประโยคสั้นๆที่ผมพยายามแสดงเจตนารมณ์ของผมดังนี้คับ......การรู้จักเส้นทาง กับการเดินไปบนเส้นทางนั้น แตกต่างกัน.....ใครไม่สัมผัสไม่มีประสบการณ์ไม่รู้หรอกว่าความจริงเป็นอย่างไร...ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรเสมือนเป็นเนื้อเดียวกันแต่แท้ที่จริงแตกต่างกันมากคับ...ขอบคุณคับ

buntharik_214

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 63
  • นายอำนาจ อกอุ่น รพ.สต.สมพรรัตน์
    • MSN Messenger - buntharik_214@hotmail.com
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
ก็ทำงาน..แต่ภายใต้เงื่อนไขที่เปลี่ยนไป